กริซมันน์ กับโอกาสย้ายทีมไป ผีแดง

เวลานี้ข่าวระหว่าง อองตวน กริซมันน์ กับ แมนฯยูไนเต็ด ยิ่งโหมกระหน่ำขึ้นเป็นระยะแล้วนะครับ
ล่าสุดสื่อประเทศฝรั่งเศสหลายรายรวมถึงผู้สื่อข่าวตามที่มีคนติดตามทางทวีตเตอร์ก็รายงานตรงกันว่ากองหน้าประเทศฝรั่งเศสกับ ‘ภูติผีแดง’ บรรลุข้อตกลงพื้นฐานกันได้แล้ว
ทดลองสื่อบ้านเกิดของ กริซมันน์ เล่นแรงขนาดนี้ ท่าจะมีสาเหตุให้เชื่อถือได้ไม่น้อย เนื่องจากทางฝั่งสเปนเองแม้กระแสยังไม่แรงมากมายแต่ว่าก็เริ่มลงรายละเอียดบ้างแล้ว
ถ้าเกิดจำกันได้ ตอนวันที่ 24 เดือนมกราคมก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา ผมเคยเขียนถึงดีลระหว่าง กริซมันน์ กับ แมนฯยูไนเต็ด ไปแล้ว สำคัญๆก็ว่าถึงข่าวรวมทั้งกระแสที่สเปนซึ่งยังเงียบอยู่ แต่ว่าก็ทิ้งท้ายว่ามันมีความน่าจะเป็นพอเหมาะพอควร
มาวันนี้จากที่เกาะติดเหตุการณ์มาเรื่อยรวมทั้งการตีข่าวจากประเทศฝรั่งเศส เห็นทีคงจะจะต้องปรับระดับ ‘ความน่าจะเป็น’ ให้สูงขึ้นอีก วิเคราะห์กันนี้ ทำไม กริซมันน์ จึงจะย้ายออกจาก บิเซนเต้ กัลเดรอน ? เหตุผลสำคัญๆมันก็มีอยู่ 4-5 ข้อ แรกเลยก็คือ ดาวยิงเลขลำดับ 7 กำลังถึงจุดอิ่มตัวกับ แอตเลติเตียนโก รวมทั้งอยากไขว่คว้าหาการบรรลุผลที่ยิ่งใหญ่กว่ากองหน้าวัย 25 อยู่กับทีมมาตั้งแต่ฤดู 2014-15 นับจนถึงเวลานี้ก็เกือบๆ3 ฤดูแล้ว ซึ่งว่ากันส่วนตัวนับได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง เป็นขุนศึกตัวหลักของทีม ยิงประตูได้มาก ได้รางวัลผู้เล่นเยี่ยมของ ลา ลีกา ปี 2016 ก่อนที่ล่าสุดจะคว้าอันดับ 3 ของ บัลลงดเว้นอร์
กระนั้น นอกเหนือจากการสารภาพจากแฟนคลับยี่ห้อหมี รวมทั้งผู้คนในวงการแล้ว กริซมันน์ กลับประสบความสำเร็จครองแชมป์กับ แอตเลติเตียนโก น้อยมาก
เคยเข้าชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกฤดูล่าสุด แต่ว่าก็อกหักไป เป็นเหตุให้จนแล้วจนรอดกับ แอตเลติเตียนโก เขาจึงได้เพียงแต่แชมป์ซูเปร์โกขว้าง เด เอสปันญ่า หรือ สแปนิช ซูเปอร์คัพ เมื่อปี 2014 เพียงแต่รายการเดียวเพียงแค่นั้น ซึ่งน้อยอยู่ดีเมื่อเทียบกับฝีเท้า หันมาดูทางของ ‘ยี่ห้อหมี’ ในฤดูนี้ ก็ทำท่าว่าจะวืดสูง ลา ลีกา ตามหลัง เรอัล มาดริด 10 แต้มแถมยังแข่งมากยิ่งกว่าหนึ่งนัด ซึ่งหากว่าทีมชุดขาวบุกชนะ บาเลนเซีย ในเกมหลงเหลือที่ เมสตาคุณย่า ก็จะโดนทิ้งไปไกลถึง 13 แต้ม ระยะห่าง 13 แต้ม จากทีมอย่าง มาดริด อย่างนี้ก็โบกมือลาโอกาสครองแชมป์ได้เลย เฉกเหมือนกันกับเหตุการณ์ในโกขว้าง เดล เรย์ ที่ทีมกรุยไปถึงรอบรองชนะเลิศ ก็ดูแล้วยากเย็นแสนเข็ญ เนื่องจากเกมแรกที่ กัลเดรอน กริซมันน์ รวมทั้งเพื่อนๆดันพ่ายแพ้ติดอยู่รังต่อ บาร์ซ่า 1-2 เลกลำดับที่สองในวันพฤหัสบดีหน้าจะต้องบุกชนะถึง คัมป์ นู ด้วยระยะห่าง 2 ประตูขึ้นไปนับว่ายากมากมาย โอกาสหยุดปีนป่ายแค่รอบนี้มีสูงเกิน 60% คงมีเพียงแต่รายการแชมเปี้ยนส์ลีก ที่เดินทางไปถึงรอบ 16 ทีมท้ายที่สุดเพียงแค่นั้นที่ยังเป็นความมุ่งมาด แต่ว่าทางนั้นก็ไม่ง่ายเลยซักนิด ถึงจะผ่าน เลเวอร์คูเซ่น ได้ แต่ว่าก็มีเสือสิงห์วัวกระทิงเเรดรออยู่อีกเพียบ ด้วยการบรรลุผลที่คว้ามาได้เพียงแต่น้อยนิด บางทีอาจเป็นชนวนเหตุให้เขานึกถึงความเจริญรุ่งเรืองในอนาคต เนื่องจากสำหรับอาชีพนักเตะ การครองแชมป์รวมทั้งการยกระดับตนเองขึ้นไปเรื่อยนับว่าสำคัญมาก การย้ายไปสู่ทีมที่ใหญ่กว่า มีสมรรถนะมากยิ่งกว่าจะเอื้อโอกาสให้เขาตามล่าสิ่งที่ใฝ่ฝันได้ง่าย กองหน้าเลขลำดับ 7 ใช้เวลาสร้างชื่อกับ เรอัล โซเซียดาด 5 ปี แล้วตัดสินใจยกระดับตนเองไปอยู่กับ แอต.มาดริด
เวลาเกือบ 3 ฤดูภายใต้ชายคา กัลเดรอน เขาปรับปรุงตนเองจากนักเตะฝีเท้าดีขึ้นชั้นสู่ ‘สตาร์ดัง’ ซึ่งมันคงจะไม่ใช่เรื่องน่าเซอร์ไพรส์ซักนิดถ้าเกิดเขาคิดก้าวผ่านจากคำว่า ‘สตาร์’ ไปสู่ ‘ซูเปอร์สตาร์’ เว้นเสียแต่ความโด่งดัง รวมทั้งเกียรติศักดิ์แล้ว เรื่องของรายถึงที่เหมาะจะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวก็นับว่าเย้ายวนไม่น้อย ตามข่าวว่าถ้าเกิด กริซมันน์ ย้าย เขาจะได้รับค่าเหนื่อยเป็นอย่างมากเทียบเท่ากับ ปอล ป็อกบา เพื่อนซี้ถึง 17 ล้านยูโรต่อปี จำนวนค่าเหนื่อยนี้ เมื่อเทียบกับที่รับอยู่ในปัจจุบัน นับว่าแตกต่างราวฟ้ากับเหว

กับ ‘ยี่ห้อหมี’ กริซมันน์ รับอยู่ที่ 6 ล้านยูโรต่อปีพอๆกับ โกเก้ ราคานี้นับว่าเป็นเรตค่าเหนื่อยสูงสุดที่กระดานแอตเลติเตียนโกจะจ่ายให้ได้ ถึงแม้เขาจะเป็นสตาร์เลขลำดับหนึ่งของทีม แต่ว่าถ้าเกิดจะอัพให้มากยิ่งกว่านี้แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะว่า ‘ยี่ห้อหมี’ เป็นทีมที่มีวินัยทางการเงินครัดเคร่ง พวกเขาตั้งเพดานสูงสุดไว้แค่ 6 ล้านยูโร นักเตะทุกคนจะไม่มีใครได้มากยิ่งกว่า 6 ล้าน ถ้าเกิดนักเตะรายใดที่อยากได้มากยิ่งกว่า ก็มีแค่ทางเลือกเดียวเพียงแค่นั้นเป็น ‘ย้ายออก’ ราวกับในกรณีของ ดีเอโก้ กอสต้า ที่โยกไป เชลซี หรือเคสก่อนหน้าอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา ที่ไปอยู่กับ โมนาโก อดีตกาลสองหัวหอกจำเป็นต้องย้ายไปเพื่อรับเงินค่าเหนื่อยที่สูงกว่า ทั้งที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งรวมทั้งเล่นเข้ากับทีมได้เป็นอย่างดี อีกเหตุนึงที่มีสาระสำคัญไม่น้อย ก็คืออนาคตของลูกพี่ใหญ่อย่าง ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ กริซมันน์ ให้ความนับถือ รวมทั้งไว้ใจ ซิเมโอเน่ อย่างมาก หลายๆครั้งเขาให้สัมภาษณ์ในประมาณว่าตราบเท่าที่ โชโล่ ยังอยู่กับทีมเขาจะไม่ไปไหนแต่ว่าจากข่าวล่าสุดที่ การ์ลอส ซิเมโอเน่ พ่อของ โชโล่ ให้สัมภาษณ์กับนสพ.ลา ท้องนาซิออน สื่ออาร์เจนติเตียนน่าถึงอนาคตของลูกชายว่า “ไม่ช้าไม่เร็วจะกำเนิดการเปลี่ยนแปลง” “ดีเอโก้ รู้สึกสะดวกกับชีวิตที่มาดริด แต่ว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ก็แค่ผมไม่รู้ดีว่ามันจะไปจบที่อังกฤษ หรือ อิตาลี” ทดลองพ่อกุนซือใหญ่บอกชัดขนาดนี้ ก็เห็นที กริซมันน์ ควรเก็บเอาไปคิดบ้างส่วนในข้อกลุ้มใจที่ว่า แอต.มาดริด บางทีอาจไม่ยินยอมขาย กริซมันน์ ก็ดูเหมือนเป็นข้อสมมติฐานที่เลือนลาง เนื่องจากนานมาแล้ว ‘ยี่ห้อหมี’ ไม่คยยี่หระกับแนวทางการขายสตาร์ของทีมออกไปเลยแม้กระทั้งรายเดียว ไม่ว่าจะเป็น เฟร์นานโด โคนร,เซร์คิโอ อาก้วยโร่ ‘กุน’ ,ราดาเมล ฟัลเกา หรือ ดีเอโก้ กอสต้า
หน้าแข้งเหล่านี้ยังถูกขาย กริซมันน์ คงจะไม่มีข้อละเว้น ขอแค่เพียงเงินถึง โต๊ะเก้าอี้ที่ กัลเดรอน ก็พร้อมที่จะถูกจับมาตั้งวางเพื่อรองรับการเจราจา สิ่งสำคัญเป็น แมนฯยูไนเต็ด กล้าทุ่มแค่ไหน ? ถ้าเกิดระดับใกล้ๆ100 ล้านยูโร ซึ่งเป็นราคาค่าฉีกสัญญาที่ กริซมันน์ เซ็นไว้ถึงปี 2020 โน่นก็ไม่ใช่ปัญหาเลย อีกทั้งปฏิกิริยาจากแฟนบอล ‘ยี่ห้อหมี’ นั้น ล่าสุดผมไปสัมภาษณ์พวกเขามาถึงหัวข้อนี้ แม้ผู้คนจำนวนมากยังไม่มั่นใจว่าดาวยิงเฟร้นช์แมนจะย้าย แต่ว่าถ้าเกิดจบแล้วมันเลี่ยงไม่ได้จริงๆพวกเขาก็ไม่กลัว “ถ้าเกิดเขาย้าย เราก็ซื้อคนใหม่เข้ามาแทน ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาเราทำให้เห็นมาหลายหนแล้ว” มานู หนึ่งในกองเชียร์ยี่ห้อหมีแสดงทัศนะกับผมไว้แบบนี้ส่วนตัว ผมมองว่าเรื่อง กริซมันน์ ย้ายไม่ย้าย งานนี้ขึ้นกับเจ้าตัวรวมทั้งผู้บริโภคอย่าง แมนฯยูไนเต็ด แล้ว ส่วน แอตเลติเตียนโก ก็แค่รอฟังข้อแนะนำ

ครึ่งฤดูกาลของโชเซ่กับแมนยู

''ผมคาดไว้แล้วว่ามันจะยาก ทำไมน่ะหรือ ? เพราะเหตุว่าประวัติศาสตร์ของสมาคมนี้'' โชเซ่ มูรินโญ่ ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้ามาเป็นผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ครึ่งปี
ผลงานล่าสุดเป็นพลาด พลาดที่ไม่สามารถที่จะเอาชนะลิเวอร์พูลได้ แม้ 1 แต้มจะไม่น่ารังเกียจ แม้กระนั้นควรทำได้ดียิ่งกว่านี้ โดยมองจากทีมกำลังลงตัวรวมทั้งทำผลงานได้ดิบได้ดี
ตอนเปิดตัวเมื่อกรกฎาคม เราแทบไม่เห็นมูรินโญ่ยิ้มแบบชื่นใจเลย เพราะเหตุว่าเขาอาจจะใส่ใจดีว่าการมารับงานที่สมาคมนี้ไม่ใช่เรื่องสนุก ที่จะทำกันเล่นๆหรือให้คำมั่นทึ่มๆว่ามาปีแรกจะได้แชมป์โน้นแชมป์นี้
"ผมถามตนเองว่า : ทำไม ในปีหลังๆสิ่งต่างๆไม่ได้สวยดังที่เคยเป็นมา"
"หนึ่งในคำตอบที่กระจ่างแจ้งเป็น ฟุตบอลแปรไปมากมาย รวมทั้งการแข่งขันไม่ได้ราวกับเมื่อ 10-20 ปีกลาย มันยากขึ้นที่จะเอาชนะ ยากที่จะเป็นครอบครองความยิ่งใหญ่อยู่ทีมเดียว ผมทราบกันดี ผมทราบดีว่างานผมจะยาก"
"ถ้าคุณคิดออกคราวแรกที่ผมให้สัมภาษณ์ ผมไม่ได้เย่อหยิ่งเลย ผมทราบดีว่าคำบอกเล่าผมมันเป็นการเสี่ยงเมื่อผมบอกว่า : "ผมต้องการให้ยูไนเต็ดเป็นแชมป์ปัจจุบันนี้" แม้กระนั้นผมคิดว่า ถึงปัจจุบันนี้ก็ยังรู้สึกก็คือ ไม่ว่าสถานภาพของแมนฯ ยูไนเต็ดจะคืออะไร คุณก็จำต้องบอกอย่างงั้น แม้กระนั้นผมทราบดีว่ามันยาก"
"ผมทราบดีว่าท็อตแน่มทำอะไรบ้างตลอด 2 ปีหลัง ผมทราบดีว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างที่สมาคมอื่นๆแม้กระนั้นผมก็ยังต้องการเปิดให้สัมภาษณ์อย่างนั้น เพราะเหตุว่าผมมีความคิดว่ามันถูก"
นี่เป็นการพูดของคนที่ใส่ใจทราบ มีสติสัมปชัญญะครบ มูรินโญ่ไม่ได้เย่อหยิ่งอย่างตอนเปิดตัวกับเชลซีเมื่อปี 2004
เขารู้ดีว่าการมาคุมแมนฯ ยูไนเต็ด มีเป้าหมายอย่างเดียวเป็นจำต้องได้แชมป์ ไม่ว่าทีมในตอนนั้นจะเป็นอย่างไรก็ตาม รวมทั้งเขาทราบดีว่ามันยาก
"ผมเลือกงานที่ผมอยากได้ ผมเลือกอยู่กับสมาคมที่ผมต้องการไปอยู่ด้วย ผมทุ่มเททุกๆสิ่งทุกๆอย่างที่ผมมี ผมไม่สามารถที่จะให้อะไรได้มากยิ่งกว่านี้แล้วในทางของ เวลา, ความกระหาย รวมทั้งความตั้งใจ ผมแฮปปี้กับตนเอง"
"ถ้าผมพินิจพิจารณาตนเอง ผมมีตอนบรรลุผลสำเร็จ ที่ผมได้แชมป์มาก แม้กระนั้นผมไม่ได้เป็นสุขเต็มที่กับสิ่งที่ผมเคยทำเวลานี้ ผมคิดว่าผมสามารถทุ่มเทมากยิ่งกว่านั้น รวมทั้งทำอะไรให้ดียิ่งกว่านั้นได้ แม้กระนั้นณ เวลานี้ ผมมความสุขกับสิ่งที่ผมทำ ซึ่งผมทราบดีว่าผมกำลังไล่ล่าความสุขอย่างที่สุดในฟุตบอลอยู่ โน่นเป็นพาทีมชนะรวมทั้งได้แชมป์"
มีความหมายว่า ทั้งตอนอยู่ปอร์โต้, อินเตอร์ มิลาน, เรอัล มาดริด รวมทั้งเชลซี 2 รอบ ที่เขานำทีมได้แชมป์มาตลอด แม้กระนั้นเขากลับทราบดีว่าตนเองยังไม่อิ่ม
คิดว่าตนเองยังไม่เต็มที่กับการคุมทีม แม้กระนั้นปัจจุบันนี้เขากลับกล่าวว่า เขากำลังเป็นสุขที่สุด ทั้งที่เหตุการณ์รวมทั้งโอกาสการครอบครองแชมป์ของภูติผีแดง ณ เวลานี้ ห่างไกลจากการประสบความสำเร็จ … ทำไมถึงอยากได้งานนี้ ? อะไรเป็นความจำแรกของเขากับแมนฯ ยูไนเต็ด ? โชเซ่ มูรินโญ่ มีคำตอบ
"บิดาผมถ่ายทอดความคลั่งไคล้ในเกมลูกหนังให้ผม ชีวิตของท่านทั้งการเป็นนักฟุตบอล การเชิดชูที่ท่านมีให้แก่พวกสมาคมใหญ่ๆนักฟุตบอลเก่งๆ"
"ผมคิดออกไหมตอนเป็นเด็กที่เบนฟิก้าพบแมนฯ ยูไนเต็ด ในเกมนัดชิงยูโรเปี้ยน คัพ ? ไม่หรอก ผมจำไม่ได้ แม้กระนั้นผมทราบทุกๆสิ่งทุกๆอย่างเกี่ยวกับนัดชิงนัดนี้ เพราะเหตุว่ามันเป็นในรุ่นของบิดาผม"

"ในฐานะผู้ช่วยผู้จัดการทีม ผมจำต้องเจอกับแมนฯ ยูไนเต็ดทันทีเลย ผมนั่งอยู่ข้างสนามด้วยในเกมที่เสมอ 3-3 (พบบาร์ซ่า ปี 1998/99)"
"คราวแรกที่ผมได้เข้าร่วมยูฟ่า แชมเปี้ยนส ลีก ในฐานะผู้จัดการทีม ผมก็พบแมนฯ ยูไนเต็ด อีกครั้ง (คุมปอร์โต้ปี 2004) รวมทั้งคราวแรกที่ผมมายังพรีเมียร์ลีก เกมแรกของผมก็เจอกับแมนฯ ยูไนเต็ดอีก (เชลซีชนะ 1-0)"
"ผมมีความจำเกี่ยวกับแมนฯ ยูไนเต็ดมากในอาชีพของผมรวมทั้งผมทราบกันดีถึงประวัติศาสตร์ของพวกท่าน ผมไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยตอนมาร่วมทีมแมนฯ ยูไนเต็ด ผมเคยเรียนรู้เรื่องของสมาคมต่างๆที่ผมเข้าไปคุม แม้กระนั้นกับตรงนี้ ผมไม่จำต้องทำแบบนั้นเลย"
"ผมทราบเกี่ยวกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมากมาย แม้แต่กระทั่งก่อนที่ผมจะฝันว่าได้มาร่วมงานกับพวกท่านเสียอีก"
ชาบี เอร์นานเดซ ในวัย 18 ปี เปิดฉากทีมชุดใหญ่ให้บาร์ซ่า เป็นครั้งแรกในเกม ชปล. ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ยุคที่ หลุยส์ ฟาน กาล เป็นที่ปรึกษา รวมทั้งข้างสนามวันนั้นมูรินโญ่ก็นั่งเป็นมือขวาของ "จารย์หลุยส์" อยู่ด้วยนั่นเอง
ชาบีกล่าวว่าเขาตื่นเต้นกับบรรยากาศในสนามที่นี้ ในฐานะดาวรุ่งที่ไม่เคยสัมผัสเกมชุดใหญ่ ขณะที่โดน ฟาน กาล สั่งให้ไปวิ่งวอร์มตระเตรียมสลับตัวลง
เมื่อ เดวิด เบ็คแฮม ปั่นฟรีคิกให้เจ้าถิ่น ชาบีได้ยินเสียง "คนประเทศอังกฤษกว่า 50,000 คนตะเบ็งใส่หูผม" รวมทั้งเขากล่าวว่า โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดยังเป็นสมาคมที่เขาชอบใจที่สุดในยุโรปสำหรับมูรินโญ่เอง สนามที่นี้ก็เคยเป็นความจำไม่มีทางลืมเหมือนกัน
"คุณอาจจะหวังว่าผมจะตอบอย่างอื่น แม้กระนั้นความจำที่กระจ่างแจ้งของผมกับโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เป็นในช่วงเวลาที่ปอร์โต้ยิงประตูในนาทีที่ 88 แล้วอีก 5 นาทีถัดมาเป็นเมืองนรก!!"
"ตามธรรมดาแล้วถ้าเรายิงประตูในนาที 88 คู่ปรปักษ์ของเราก็ตายไปแล้ว สนามก็ตายไปด้วย"
"แทนที่จะเป็นอย่างงั้น เรากลับมี 5 นาทีที่นายทวารเราจำต้องงัดซูเปอร์เซฟ, บอลชนเสากระดอนไปๆมาๆ แบ็กซ้ายของผมจำต้องไปยืนคุมเสา เรามีความคิดว่ามันอาจจะจบไปแล้ว แม้กระนั้นพวกเขา (แฟนบอลแมนฯ ยูไนเต็ด) มีความคิดว่ามันยังเป็นไปได่สำหรับแมนฯ ยูไนเต็ด ที่จะเป็นฝ่ายชนะ ผมจำเสียงดังในเวลานั้นได้ดิบได้ดี"
"ผมมีความคิดว่าเกมมันจบสุดแท้แต่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ไม่ยอมเกมจบลง มันเป็นเมืองนรกของเราเลย เมืองนรก!!!"
เหตุการณ์ปัจจุบันนี้เป็น โชเซ่ มูรินโญ่ ไม่ใช่คนของบาร์ซ่า, อินเตอร์ มิลาน หรือปอร์โต้แล้ว แม้กระนั้นเขาเป็นที่ปรึกษาของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
จากที่เคยมาเยี่ยมสนามที่นี้ในฐานะที่ปรึกษาคู่ปรปักษ์ โอกาสนี้เขาเดินลงในสนามพร้อมสูทเบลเซอร์สีดำที่มีตราสมาคมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปะที่หน้าอก
"ยินดี ผมมีความภูมิใจมากมายที่ได้เป็นผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมโชคดีพอที่ได้คุมทีมใหญ่ๆ"
"เรอัล มาดริดก็ใหญ่, อินเตอร์ มิลานก็ใหญ่ มีประวัติศาสตร์มาก มีที่ปรึกษายิ่งใหญ่อยู่ก่อนหน้าผม ผมไม่ขวยเขินเลย ไม่สักหน่อย ผมเพียงแค่มีความคิดว่า "นี่มันเหมาะสมกับฉันอยู่แล้ว" ผมเชื่อมั่น รวมทั้งนิ่งมากมาย ผมพร้อมสำหรับความรับผิดชอบแม้กระนั้นผมก็ยินดีมากมายเหมือนกัน"
"ในฐานะคู่ปรปักษ์ เมื่อคุณมาที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด คุณคิดว่าเสมอ "พวกนายอยู่บนยอดสุดของโลกฟุตบอล" คุณมองไปทั่วสนามแล้วรำพันว่า "ว้าววว" แม้กระนั้นผมก็เคยคิดว่ามันเหมาะสมกับผมเหมือนกัน"
"ผมรู้สึกยินดีมากมายทุกนัดที่ได้คุมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมรู้สึกอย่างงั้น รวมทั้งหวังว่าจะรู้สึกอย่างงั้นไปจนกระทั่งกลางคืนสุดท้ายของผม มันจะต้องเป็นอย่างงั้น ผมรังเกียจช้าผู้เล่นอยู่ตรงนี้ 2-3-4-5 ปี แล้วความรู้สึกกับสมาคมต่ำลง"
การได้มาคุมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั้น มูรินโญ่กล่าวว่าเขาทราบกันดีถึงประวัติศาสตร์สมาคมหนึ่งในนั้นเป็นเรื่องราวของการเปิดโอกาสเด็กจากทีมเยาวชน ซึ่งเป็นมาตลอด 80 ปี แมนฯ ยูไนเต็ดเปิดโอกาสดาวรุ่งเสมอ

"ใช่ผมทราบ ดาวรุ่งนักฟุตบอลที่ทำให้ผมตื่นเต้นนะหรือ ? มีสิ แม้กระนั้นมีบุคคลที่พร้อม (สำหรับทีมชุดใหญ่) หรือยัง ? ยังไม่มี"
"ฤดูกาลที่แล้ว หลายคนคอยโอกาส หลายคนมีพรสวรรค์ แรชเฟิร์ด เป็นตัวที่เด่นสุด มันมีช่วงเวลาหนึ่งที่พวกเขาจำต้องลงเล่น ทำให้พวกเขาไม่มีความกดดัน ไม่มีนักฟุตบอลชุดใหญ่ที่นั่งรออยู่ข้างสนามเพื่อคอยให้พวกเขาทำผิดพลาด" (ยุคของ ฟาน กาล)
"ช่องทางก็มีเพียงแค่ แรชเฟิร์ด หรือ แรชเฟิร์ด กับ เมนซาห์ กับ เมนซาห์ เป็นไปไม่ได้เลือกอื่น เพราะเหตุว่ามีนักฟุตบอลเจ็บมากมาย"
"เหตุการณ์ต่างไปในฤดูกาลนี้ นักฟุตบอลเจ็บน้อยมาก ความหวังในตัวนักฟุตบอลก็สูงมากขึ้น"
"ถ้าคุณไปไล่มองในความเป็นมาดาวรุ่งของสมาคม คุณจะพบ บางคนที่เป็นตำนานอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ เขามีปีที่ 2 ที่ไม่ได้ดีเท่าปีแรกนะ แม้กระนั้นแล้วปีที่ 3 ค่อยกระโดดมาอยู่ในระดับที่เป็นกิ๊กส์ที่เรารู้จัก"
"มันคือเรื่องปกติสำหรับดาวรุ่งจำนวนมาก พวกเขาขึ้นมาคราวแรก ไม่รู้เรื่องสึกบีบคั้น ไม่รู้เรื่องสึกถึงความรับผิดชอบ คู่ปรปักษ์ก็ไม่รู้ เลยโดนทำร้ายแบบไม่ตั้งตัว แม้กระนั้นเราก็ซ้อมกับพวกดาวรุ่งมาเสมอนะ ครั้งคราวฟุตบอล มันขึ้นกับจังหวะ แน่นอน ทุกคนตรงนี้ทราบกันดีถึงหนทางของสมาคมนี้ที่เปิดโอกาสดาวรุ่ง"
ดูเหมือนว่ามูรินโญ่กำลังดำเนินการอย่างมีความสุขที่สุดในอาชีพการเป็นที่ปรึกษาตอนนั้น
เขากล่าวว่า เขาไม่ต้องการที่จะอยากโดนแบนอีก เลยมักเห็นเขาจำต้องนั่งข้างสนามหลายครั้งเวลาไปเล่นเกมเยี่ยม เขาเพียรพยายามอดกลั้น เพียรพยายามนิ่งเข้าไว้
เขารู้สึกเป็นสุขกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แฟนผีเริ่มเบื่อกับการเปลี่ยนที่ปรึกษาบ่อยเกินไปแล้วในระยะหลัง ซึ่งเขารับรองว่าเขาพร้อมจะอยู่กับทีมไปยาวๆ
"ผมมีคำสัญญา 3 ปี ผมไม่สามารถที่จะขอมากยิ่งกว่านั้นได้เดี๋ยวนี้ แม้กระนั้นถ้าผมบรรลุผลสำเร็จเดี๋ยวนี้ผมอาจจะขอคำสัญญาเพิ่มจาก เอ็ด วูดเวิร์ด ไปแล้วเพราะเหตุว่าผมต้องการอยู่"
"ผมต้องการอยู่ตรงนี้ มันเป็นสมาคมที่ผมสามารถสร้างความสำเร็จใหญ่ๆได้ เป็นที่ที่ผมอยากได้เวลาสักหน่อย ผมมีความคิดว่า 3 ปีก็เพียงพอแล้ว (ในการทำทีมกลับมาบรรลุผลสำเร็จ)"
"ผมไม่ได้ขอมากยิ่งกว่านี้ แม้กระนั้นผมต้องการอยู่ไปนานๆแมนฯ ยูไนเต็ดจะเขี่ยผมทิ้งเมื่อพวกเขาอยากได้ ไม่ใช่ในช่วงเวลาที่ผมอยากได้ เพราะเหตุว่าผมไม่ต้องการที่จะอยากจากไปเลย"

มหัศจรรย์แห่งเลสเตอร์

ขอพูดว่ามันเกิดเรื่องมหัศจรรย์มากครับ มหัศจรรย์เท่ากับการครองแชมป์พรีเมียร์ลีกของ เลสเตอร์ ซิตี้ เมื่อฤดูกาลที่แล้วเลยทีเดียวเชียว
เป็นนับจาก เคลาดิโอ รานิเอปรี่ ถูกไล่ออกจากตำแหน่งผู้จัดการกลุ่ม – ทันใด! อดีตลูกทีมของคุณพี่เขาก็เดินหน้ากะซวกชัยแบบไม่เกรงใจเจ้านายเก่าถึง 6 ครั้งติดกันในทุกรายการ โดยถล่มไป 15 ประตู แล้วก็เสียเพียงแต่ 4 เม็ดแค่นั้น
พรรคพวกสุนัขจิ้งจอกประเทศไทยมีชัยในพรีเมียร์ลีกต่อเนื่องกัน 5 เกม ถีบตัวเองหนีโซนอันตรายจนแทบจะเชื่อมั่นได้แล้วว่าไม่ตกชั้นแน่นอนแถมยังพุ่งทะยานเข้าไปถึงรอบ 8 กลุ่มสุดท้ายของศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จอีกต่างหาก
นี่ถ้าหากพวกเอ็ง เอ๊ย! พวกเขาอยู่ในฟอร์มการเล่นนี้ตั้งแต่ตอนต้นฤดูกาล เผลอๆอาจมีสิทธิ์คุ้มครองป้องกันแชมป์ของตนได้สำเร็จด้วยซ้ำ ไม่น่าเชื่อเหมือนกันครับว่าเรื่องเหล่านี้จะบังเกิดขึ้น ภายหลังจาก เลสเตอร์ มอบตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มให้ เคร็ก เช็คสเปียร์
ไม่น่าเชื่อจริงๆครับ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ แต่ว่าก็ต้องเชื่อ ด้วยเหตุว่ามันเป็นไปแล้ว
ฤดูกาลนี้ เคลาดิโอ รานิเอปรี่ คุมกลุ่มในพรีเมียร์ลีกไปทั้งสิ้น 25 นัด ปรากฏว่า เลสเตอร์ เอาชนะคู่แข่งขันได้เพียงแต่ 5 นัดแค่นั้น
ไม่ซ้ำ 9 เกมในทุกรายการก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงที่ปรึกษาใหม่ เลสเตอร์ ประสบความพ่ายแพ้ถึง 7 นัด แล้วก็เสมอ 2 นัด โดยไม่ชนะผู้ใดเลย
ผลงานตกอับดำดิ่งไม่เหมือนกับเมื่อฤดูกาลที่แล้วแบบหน้ามือเป็นข้างหลังตีน พวกเขาเปลี่ยนร่างเป็นกลุ่มดาดๆที่ไม่ได้มีความน่าขามเกรงอะไรจนไปยืนอยู่หน้าปากเหว เสี่ยงต่อการโดนถีบตกชั้นถึงแม้ว่าตัวเองมีอำนาจเป็นถึงแชมป์เก่า
ขูดความจำได้ว่าผู้ที่มีความชำนาญทางด้านเกมลูกหนังผู้คนจำนวนมาก (รวมถึงผู้ไม่ช่ำชองอย่างผมด้วย) พากันพินิจพิจารณาหามูลเหตุที่พูดว่าเพราะเหตุไร "แชมป์เก่า" ถึงนั่งเบียดกับความตกต่ำอย่างนี้ ก่อนที่จะเจอมูลเหตุสำคัญๆว่า…

1. ผู้เล่นของ เลสเตอร์ น่าจะหมดสิ่งจูงใจ ข้างหลังพุ่งเข้าชนการบรรลุผลครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมาคม
2. โทษฐานที่เป็นแชมป์เก่า แน่นอนว่าคู่แข่งขันย่อมรอบคอบแล้วก็เน้นหนักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆยามพบกลุ่มสุนัขจิ้งจอกสีน้ำเงิน
3. การไม่มีผู้เล่นสำคัญอย่าง เอ็นโกโล่ ก็องเต้
4. ผู้เล่นผู้คนจำนวนมากฟอร์มตกอย่างน่าขยะแขยง ไม่ว่าจะเป็น เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต องค์การอนามัยโลกธ, ริยาด ยักษ์เรซ แล้วก็เจมี่ วาร์ดี้
แล้วก็อื่นๆอีกมากมาย เป็นต้นว่า "พลังงานบางสิ่งบางอย่าง" ที่พิสูจน์ไม่ได้ทางวิทยาศาสตร์น่าจะเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ซะแล้ว
หรือกองเชียร์สุนัขจิ้งจอกประเทศไทยที่เคยเจออย่างมากมายในบางประเทศแถบเอเซียอาคเนย์น่าจะหายบ้าเห่อ หลังจากที่กระแสความแรงของ เลสเตอร์ ในฤดูกาลนี้จะตกลงไปอย่างน่าตกใจ แต่ว่าในความมีชัย 6 นัดล่าสุด มันชี้ชัดว่าพวกเขาไม่ได้มีปัญหาเหล่านี้เลยนี่หว่า
ผู้เล่นของ เลสเตอร์ ไม่ได้ทำให้เห็นว่าหมดสิ่งจูงใจที่ไหน สิ่งที่มองเห็นเป็นการไล่ขย่มคู่แข่งขันอย่างเอ็นหน้าจอยหัวแม่เท้า
แม้คู่แข่งจะรอบคอบอย่างต้องหนักตามสูตรสำเร็จเวลาพบแชมป์เก่า แต่ว่าพวกเขาก็มีดีพอที่จะเอาชนะได้แบบไม่ระบมหัวแม่เท้าด้วยซ้ำ
แม้จะไม่มี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ แต่ว่า เลสเตอร์ ก็ทุ่มเงินซื้อผู้อื่นเข้ามาแทน แถมพวกเขายังเจ๋งพอที่จะเอาชนะคู่แข่งขันเหมือนเดิมนั่นแหละ
ส่วนผู้เล่นตัวหลักอย่าง เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต องค์การอนามัยโลกธ, ริยาด ยักษ์เรซ แล้วก็เจมี่ วาร์ดี้ ต่างระเบิดฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมออกมาอีกครั้ง
เคลาดิโอ รานิเอปรี่ เองก็ไม่ได้ทำอะไรผิดพลาดน่าขยะแขยง แล้วลูกทีมจะแงะเลื่อยไฟฟ้ามาหั่นขาเก้าอี้ของเขาทำแมวน้ำอะไร แล้วก็ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ผู้ครอบครองกลุ่มที่เป็นคนไทยก็ออกโรงมารับรองหนักแน่นว่าไม่มีผู้เล่นของ เลสเตอร์ คนไหนที่มาเข้าหาแล้ววิงวอนให้ปลดที่ปรึกษาชาวอิตาลีออกมาจากตำแหน่งสักนิดสักหน่อย เพศผู้เล่นที่เป็นข่าวถูกสื่ออังกฤษใส่ร้ายป้ายสีว่าขอเข้าหาผู้ครอบครองกลุ่ม เพื่อให้ถีบเจ้านายของตนออกมาจากตำแหน่งก็ออกโรงมารับรองหนักแน่นเช่นเดียวกันว่าไม่เคยทำอะไรที่อดสูอย่างนั้น
จึงพอจะสรุปได้ว่าพวกเขาไม่ได้เล่นแบบ "ล้มผู้ฝึกสอน" ครับ มันไม่น่าจะมีหรอก ไอ้การเล่นล้มผู้ฝึกสอนเนี่ย ด้วยเหตุว่ามันทุเรศ เข้าใจว่ามันน่าจะเกิดเรื่องที่ราษฎรคิดกันไปเองซะมากยิ่งกว่า
ในเมื่อไม่ได้เป็นแบบที่ราษฎรเขานินทากัน แล้วเหตุไร ผลงานของ เลสเตอร์ ก่อนแล้วก็ข้างหลังการปลด เคลาดิโอ รานิเอปรี่ มันถึงได้ไม่เหมือนกันอย่างสิ้นเชิง?จุดนี้คงต้องขอชูความดีความชอบให้กับผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่เป็นยอดเยี่ยมผู้จัดการกลุ่มระดับโลกคนหนึ่งซึ่งไม่เคยมีผู้ใดรู้มาก่อน เขากำหนดแผนการเล่นแบบเดิมๆให้ลูกทีม เน้นย้ำเกมรับรัดกุม ก่อนที่จะจังหวะจู่โจมแบบลอบฆ่า อาศัยความรู้ความเข้าใจเฉพาะบุคคลของ รียาด ยักษ์เรซ แล้วก็ความรวดเร็วขุนนางรกของ เจมี่ วาร์ดี้ เป็นทีเด็ด ระบบการเล่นก็เหมือนเดิมเป็น4-4-2 มีปีก 2 ข้าง มีหน้า 2 ตัว
เพศผู้เล่นก็เดิมๆนั่นแหละ แถมสมรรถนะอาจต่ำลงยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ ด้วยเหตุว่าอย่าลืมว่าไม่มี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ที่ลูกฟุตบอลอยู่ที่ไหน เราก็อยู่นั่น
…ว่าแล้วหลังจากนั้นก็ตั้งตัวเองเองผู้จัดการกลุ่มคนแรกในประวัติศาสตร์ลูกหนังอังกฤษที่เริ่มคุมกลุ่มครั้งแรกแล้วชนะต่อเนื่องกัน 6 ครั้งแรก ซึ่งขนาดผู้จัดการกลุ่มรุ่นบรมครูอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน, อาร์แซน เวนเกอร์ หรือคาร์โล อันเชล็อตติเตียน ยังไม่มีปัญญาทำอะไรอย่างนี้เลยครับคุณ
ตอนที่ โชเซ่ มูรินโญ่ เริ่มคุม เชลซี เป็นฤดูกาลแรก พี่แกก็ทำสถิติชนะตั้งแต่ครั้งแรกได้แค่ 4 ครั้งติดกันแค่นั้น
ยิ่งไปกว่านี้ต้องสรรเสริญผู้ครอบครองกลุ่ม เลสเตอร์ ซิตี้ ด้วยครับที่ตัดสินใจได้ถูกที่เอา "คนใน" อย่าง เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่แหละขึ้นมาคุมกลุ่มแทน โดยไม่จำเป็นต้องไปพบผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ให้เสียเวล่ำเวลา
เคร็ก เช็คสเปียร์ เป็นผู้ดีอังกฤษแต่กำเนิด เกิดที่เมืองเบอร์มิงแฮม ปัจจุบันนี้อายุ 53 ขวบ ในอดีตเคยเป็นนักฟุตบอลของกลุ่มในลีกด้านล่างๆอย่าง วอลล์ซอลล์, เชฟฯ เว้นส์เดย์, เวสต์บรอมวิช, กริมส์บี้, สคันธอร์ป, เทลฟอร์ด ยูไนเต็ด แล้วก็เฮนส์ฟอร์ด ทาวน์ ก่อนแขวนสตั๊ด เมื่อปี 2000

เริ่มงานทางด้านผู้ฝึกสอนครั้งแรกด้วยการเป็นที่ปรึกษากลุ่มสำรองของ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ก่อนขึ้นมารักษาการแทนตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มของ "เดอะ แบ็กกี้ส์" แทนที่ ไบรอัน ร็อบสัน ที่ถูกไล่ออกไป
ปี 2008 เข้ามารับตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการกลุ่ม เลสเตอร์ ซิตี้ โดยเป็นมือขวาของ ไนเจล เพียร์สัน ต่อไปก็ติดตาม ไนเจล เพียร์สัน ไปอยู่ที่ ฮัลล์ ซิตี้ เมื่อปี 2010 ก่อนที่จะตามเจ้านายกลับมาที่ คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม อีกครั้งในปี 2011
เมื่อ ไนเจล เพียร์สัน ถูกไล่ออกมาจากตำแหน่ง เคร็ก เช็คสเปียร์ ก็แปลงเป็นผู้ช่วยของ เคลาดิโอ รานิเอปรี่ จนกระทั่งก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดการกลุ่มแบบสุดกำลังพร้อมทำสถิติยอดเยี่ยม ชนิดที่ไม่เคยมีผู้จัดการกลุ่มใครในลีกสูงสุดของอังกฤษเคยทำเป็น เป็นคุมกลุ่มครั้งแรกแล้วชนะถึง 6 ครั้งติดกัน
ตอนรักษาการแทน ไบรอัน ร็อบสัน ที่ เวสต์บรอมวิช ลูกทีมของเขาก็เอาชนะคู่แข่งขันได้สำเร็จครับ-ขอโทษ (บุกไปชนะ คริสตัล พาเลซ 2-0) ซึ่งก็ถือได้ว่าสถิติในการควบคุมกลุ่ม เป็นชนะ 100%
ตอนเด็กๆเคร็ก เช็คสเปียร์ น่าจะลอกการบ้านเก่งครับ ด้วยเหตุว่าเขาแทบจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร โดยการทำทุกสิ่งทุกอย่างราวที่ เคลาดิโอ รานิเอปรี่ เคยเสกให้ เลสเตอร์ เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก เมื่อฤดูกาลที่แล้วนั่นแหละ
ก็ในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างมันดีอยู่แล้ว มันลงตัวอยู่แล้ว จะไปเปลี่ยนแปลงมันทำแมวน้ำอะไรล่ะ แถมยังสามารถปลุกจิตวิญญาณอันหื่นหิวของสุนัขจิ้งจอกหัวหมอให้กลับมาได้เหมือนเดิมอีกต่างหาก
เพียงแค่ในความตกต่ำของ เลสเตอร์ กลับถูกพวกปากหอยปากปูนินทาว่าเกิดขึ้นด้วยเหตุว่านักเตะเล่นล้มผู้จัดการกลุ่มคนเก่า ต่อเมื่อผลงานกลับมาไฉไลเป็นบ้าอีกครั้ง กลับไม่มีผู้ใดมองดูเลยว่ามันเป็นความรู้ความเข้าใจของผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ ขอพูดว่า เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่แหละเป็น"ว่าที่" ผู้จัดการกลุ่มชาติอังกฤษคนถัดไปครับ

แหม่…นี่ถ้าหากผมเป็นประธานสัมพันธ์ฟุตบอลอังกฤษนะ ผมจะหาเรื่องปลด แกเร็ธ เซาธ์เกต ออกมาจากตำแหน่งแล้วแต่ง เคร็ก เช็คสเปียร์ เข้าไปแทนที่ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย
ยืนยันว่ากลุ่มชาติอังกฤษมีโอกาสได้แชมป์โลกในปี 2018 นี้อย่างแน่นอน ด้วยเหตุว่านี่เป็นยอดเยี่ยมผู้จัดการกลุ่มสายพันธุ์สิงโตคำรามที่หาได้ยากยิ่งในยุคนี้
มันเกิดเรื่องมหัศจรรย์มากครับที่อยู่ๆเลสเตอร์ ซิตี้ ก็กลับชาติมาเกิดใหม่ เพียงแต่ปลดผู้จัดการกลุ่มคนเก่าออกไปแล้วเอา "มือขวา" ของผู้จัดการกลุ่มคนเก่านั่นแหละเข้ามารับหน้าที่แทน
เรียนตามจริงว่าตั้งแต่หมกมุ่นกับเกมลูกหนังมานานกว่า 30 ปี ผมไม่เคยเห็นอะไรที่มันย้อนแย้งกันอย่างหนักอย่างนี้มาก่อน
เมื่อได้ผลงานอันเร่าร้อนแบบช้างก็ผลักไม่อยู่ของ เลสเตอร์ ซิตี้ แล้วก็ที่นาต่อนี้ไป เคลาดิโอ รานิเอปรี่ บางทีอาจจะงงงวยพลางรำพึงรำพันกับตัวเองใต้ต้นซากูระเป็นภาษาอิตาลีว่า "เราทำผิดอะไร?" แต่ว่านี่แหละเป็นความเร้นลับ ซับซ้อน ลึกลับซับซ้อน เพื่อนพ้องทรยศ บนเหลี่ยมเล่ห์ของโลกลูกหนังที่ไม่มีอะไรแน่นอน (อ่อนแอก็แพ้ไป) อนึ่ง ผู้เล่นของ เลสเตอร์ ไม่ได้เล่นล้มผู้ฝึกสอนครับ

กฎอะเวย์โกล…โอเคมั๊ย

วินาทีที่ เอดินสัน คาวานี่ ตะบันผ่าน มาร์ค อันเดร แทร์ ชเตนเก้น เว้นเสียแต่จะก่อให้อ่างชามยักษ์สงัดเงียบโดยมีแต่เสียงโห่ร้องจากบรรดาแขกห้าพันชีวิตที่แผดลั่น ก็ยังทำให้บางเสี้ยวอารมณ์มีความรู้สึกว่ากฎประตูกลุ่มเยือนที่ออกกันมานั้นมีความอยุติธรรมซุกซ่อนจริงๆ

เป็นได้ยังไงกลุ่มที่อุตสาห์ขะมักเขม้นรัวถึงสามลูก (ทั้งที่จากเกมแรกราวว่าพวกเขาถูกถอดชื่อออกมาจากสารบบเป็นระเบียบ) จะต้องมาโดนดับจังหวะเพียงแต่การเสียลูกเดียว??

ในช่วงเวลานั้นเข็มนาฬิกากระดุกกระดิกผ่านหนึ่งชั่วโมงบางส่วน โน่นซึ่งก็คือว่าขุนพลเสื้อเลือดหมูน้ำเงินจำเป็นต้องดาหน้าทำให้ได้อีก 3 ประตู แม้มั่นใจว่าปาฏิหาริย์บนโลกนี้ไม่เคยตาย
เปแอสเชก็ไม่ใช่กลุ่มไก่กาที่ไหน นี่เป็นสมาพันธ์หมายเลขหนึ่งของฝรั่งเศสซึ่งมีความทะยานอยากปรารถนาครอบครองเจ้ายุโรปให้จงได้ อีกนั่นแหละก็อาจมีแต่บาร์เซโลน่าที่ทำอะไรแบบคืนวันพุธได้ พวกเขาคงจะตบเกียร์ห้าต่อไป อย่าลืมว่าจุดบกพร่องเป็นหลังบ้านก็จะรั่ว ขืนเสียอีกลูกก็เหมือนลงหลุมแล้วโดนดินฝังด้วย

เพราะปัญหามิได้อยู่ที่ว่าเมื่อเอาสกอร์สองเกมมารวมแล้วใครได้มากกว่าจะได้รับการยกมือ ปัญหาดันผูกตรงว่ามีกฎอะเวย์โกลซึ่งทางยูฟ่าตั้งอกตั้งใจว่าเพื่อพวกกลุ่มเยือนไม่เป็นอุดกันเป็นข้อแย้งสำคัญ

ยักษ์กาตาลันยิงลูกที่ 4 นาที 88…

ใช่ครับผม-Football, Bloody Hell!!

ซีซั่นที่แล้ว เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ฉายแววตาแสนผิดหวังเมื่อบาเยิร์น มิวนิคจอดรอบรองชนะเลิศอีกหนด้วยการ''เสมอ'' แอตเลว่ากล่าวโก มาดริดสองนัดหมาย 2-2 ผมเขียนไม่ผิดใช่มั้ย เกมแรกที่สเปนบุกไปแพ้ 0-1 แต่มาเอาคืนที่อัลลิอันซ์ อารีน่า 2-1

ถามว่าเสือใต้ควรอกหักมิได้ไปซาน ซิโร่ที่ไหน??

ปี 2009 คำกริยานักเลงของ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ถ้าหากยังจำได้ แต่ทว่านั่นแหละทุกคนรู้เรื่องว่าเป็นใครก็โกรธ ทั้งการเป่าห่วยของเชิ้ตดำจากประเทศนอร์เวย์ตลอดจนการที่ความฝันจะต้องมาพังทลายในนาที 93

ใช่ บ้าจริงๆทั้งที่สกอร์สองนัดหมายอย่างไรก็ควรจะได้เตะยืดเวลาเพราะเท่ากัน 1-1 แม้เพียงแต่ข้อตกลงจากยูฟ่าที่ให้สิทธิ์กลุ่มเยือนพิเศษในกรณีทำแต้มนอกรังได้ หรือจนกระทั่งอาร์เซน่อลเองก็เคยมีอยู่ปีที่ทำเป็นดีสุดแล้วต่อการตรึงผลสองเกมให้พอๆกับบาเยิร์นได้ที่ 3-3 แต่พวกเขาก็ไม่วายจะต้องกระเด็นรอบน็อกเอาต์รอบแรก เพราะจากกฎอะเวย์โกล

แน่นอน แท็กติกจึงจะต้องละเอียดมากสำหรับระบบเหย้า-เยือนจำพวกนี้

ปัญหาคือว่ากลุ่มที่ได้เฝ้ารังก่อนแม้มิได้ศักดินาสูงอย่างบาร์ซ่า, บาเยิร์น หรือมาดริดควรเลียนแบบไรดี ด้วยเหตุว่าถ้าหากมัวแต่บุกเพื่อหมายเก็บชัยชนะก่อนแล้วไปพลาดโดนมา งานก็หนักเป็นสองเท่าในทันที ซึ่งฤดูกาลที่แล้วแมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็ทำแบบนั้นด้วยการเสมอมาดริด 0-0 ที่เอว่ากล่าวฮัด สเตเดี้ยม เพียงแค่เกมสองไม่อาจจะอาศัยเกมตอบโต้กลับทะลวงผ่านแนวรับของราชันชุดขาวได้สักลูก

สำหรับกฎอะเวย์โกลถูกคิดขึ้นทีแรกปี 1965 ในรายการคัพ วินเนอร์ส คัพ (เอาแชมป์บอลถ้วยแต่ละประเทศพบกัน) โดยเหตุผลเริ่มมาจากเพื่อกำจัดการรีเพลย์ออกไปในกรณีสกอร์เท่ากัน ยุคเก่าจะต้องนึกภาพตามว่ายุคสมัยก่อนที่การเดินทางยังไม่สะดวก ระบบต่างๆก็ออกจะล้าหลัง ซึ่งสมัยนั้นมีการคำนวณว่าสถิติชัยชนะของกลุ่มเยือนในเวทียุโรปมีเพียงแค่ 16% โดยก็พอเพียงรู้เรื่องตามได้ว่ามันทุกข์ยากลำบากต่อการที่กลุ่มใดก็ตามจะต้องผ่านน้ำผ่านทะเลไปฟาดลำแข้งภายใต้ข้อกำหนดของสาเหตุต่างๆ

ย้อนกลับไปจึงมักพบผลที่ชนะกันใหญ่โต อย่างแมนฯ ยูไนเต็ดเคยต้อนเอชเจเคของฟินแลนด์ 6-0, เบนฟิก้าไล่ถล่มกลุ่มจากลักเซมเบิร์กสิบลูก หรือว่าเฟเรนซ์วารอสจากฮังการีเอาชนะเรคยาวิกของไอซ์แลนด์ 9-1 ฯลฯ

นอกจาก ตามความเชื่อของยูฟ่าเป็นเพื่อมอบให้กำลังใจต่อกลุ่มที่ไปพ่ายมา 3-1 ว่ายังมีหวังมากกว่า 2-0!!!

อย่างไรก็ตาม ยุคสมัยเปลี่ยนไป เทคโนโลยีก้าวล้ำขึ้น ตอนนี้การออกนอกประเทศถือว่านอนสอนง่าย ระบบวิทยาศาสตร์การกีฬาก็เข้ามามีบทบาทที่ทำให้สกอร์ไม่กระจุยกระจายเพียงแค่นั้นอีกแล้ว สถิติของกลุ่มเยือนในยุโรปก็กำชัยมากยิ่งขึ้นเป็นเฉลี่ยอยู่ที่ 35%

ผมมั่นใจว่าเกมฟุตบอลบ้าๆที่คัมป์ นูเมื่อคืนวันพุธ ลองว่าเป็นกลุ่มอื่นก็คงจะถอดหัวใจกับโยนผ้าขาวให้เปแอสเชไปแล้วเมื่อเสียอะเวย์โกลแบบนั้น

แม้โน่นเป็นบาร์ซ่าที่อุดมพรั่งพร้อมด้วยแนวรุกสุดอันตราย

ก็อาจต้องโทษนักฟุตบอลจากเมืองหลวงฝรั่งเศสเพราะว่า พวกเขาเกรงสั่นเกินความจำเป็น ประมาทด้วยที่ไม่คิดว่าจะมาโดนสามลูกชิดกันข้างในช่วงที่ห่างกัน 7 นาที

ขณะเดียวกันก็เป็นได้ว่าแม้ไม่มีอะเวย์โกล เกมก็อาจจะต้องยืดเวลาด้วยเหตุว่าพอเพียงบาร์ซ่ากะซวกประตูที่ 5 ได้ก็อาจผ่อนเกมลง ขออนุญาตใช้คำว่า ''บางทีอาจจะ'' นะครับ ด้วยเหตุว่าการมาเขียนพินิจพิจารณาคราวหลังย่อมยากที่จะเดาเหตุการณ์ที่กำลังเป็นไปในสนามในช่วงเวลานั้นๆ

ครับผม ตามเซนส์ของเราทั่วไปนั้น ระบบเหย้า-เยือนไม่ว่าจะถ้วยใด การที่ข้างใดก็ตามได้กลับมาเตะในรังนัดหมายสองมักถูกเห็นว่าได้เปรียบกว่า

ด้วยเหตุว่ากฎอะเวย์โกลนำมาซึ่งการทำให้กลุ่มที่ออกไปนอกบ้านก่อนสามารถเลือกได้ว่าจะใช้กลยุทธ์ใดสู้ บางครั้งมขอยิงได้สักลูกก็พึงใจ แม้จบด้วยชัยชนะจะเพอรต์แต่ถ้าหากเสมอ 1-1 หรือจนกระทั่งเสียทีก่อน 1-2 ก็คงมีความเชื่อมั่นและมั่นใจดวงใจว่าสามารถปิดจ๊อบได้ในเกมลำดับที่สอง

นอกจากจากผลการสำรวจรอบทศวรรษมานี้พบว่าปริมาณประตูของเกมนัดหมายสองรอบน็อกเอาต์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (รอบ 16, รอบ 8 และรอบตัดเชือก) มีสูงกว่าเกมแรกโดยค่าเฉลี่ยตกที่ 33 ลูก กับ 39 ลูก ซึ่งโน่นก็บางทีอาจจะชักแม่น้ำโยงกับกฎประตูกลุ่มเยือนได้ว่านำมาซึ่งการทำให้นัดหมายสองทั้งคู่เปิดหน้าเข้าหาเยอะแยะกว่า หรือบางครั้งมันเป็นธรรมชาติของเกมฟุตบอล อย่างครึ่งแรกของแต่ละเกมก็มักจะไม่สนุกเท่าครึ่งข้างหลัง

''เพราะครึ่งแรกเครื่องยังไม่ร้อน อีกอย่างบางครั้งก็ดูเชิงกันบ้าง บางครั้งก็ย้ำแท็กติกกันเยอะแยะไป และบางครั้งร่างกายที่พึ่งลงไปคงจะฟิตทั้งคู่ แต่พอเพียงเวลาผ่านไปกลุ่มที่ฟิตกว่าก็อาจบดเอาชนะได้'' กูรูทางลูกหนังคนหนึ่งเคยกล่าวเอาไว้

สี่คู่ที่ล่วงเลยไปเมื่อคืนวันอังคารและพุธก็เดินตามแนวความคิดดังกล่าวมาแล้วข้างต้น เมื่อเกมแรกนั้นยิงกัน 15 ลูก ส่วนเกมสองใส่กันไม่ยั้งถึง 21 ลูก

โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์อาจโอดครวญถึงจังหวะอย่างมากมายในนัดแรกที่เอสตาดิโอ ดา ฝ่าซ์ของเบนฟิก้า กระนั้นด้วยสมรรถนะทั้งหมดทั้งปวงก็ทำให้พวกเขากลับมาต้อนสบายต่อหน้ากองเชียร์คลื่นมนุษย์สีเหลือง

อีกนั่นแหละ บางบุคคลชี้ว่าอะเวย์โกลยังไงก็แล้วแต่กว่าไปเตะจุดโทษ ซึ่งไม่ต่างอะไรจากการโยนเหรียญหัวหรือก้อย แม้กระทั้งกฎซัดเดนเดธซึ่งเคยนำมาใช้ช่วงหนึ่งก็ดูเหมือนทารุณไร้มนุษยธรรมเกินความจำเป็น

''หลายทีมแฮปปี้ที่เสมอ 0-0 ในบ้านแทนที่จะบุกใส่เพื่อเอาชนะ เพราะพวกเขาไม่ได้อยากต้องการเสียในบ้านก่อน พวกเขามั่นใจว่าเกมสองที่ไปเยือนการไม่เสียไปก่อนจะก่อให้เล่นง่ายยิ่งกว่า โดยเหตุนั้นไม่ว่าใครก็ตามที่เป็นกลุ่มที่เล่นเกมรับเหนียวแล้วได้จับฉลากเตะในบ้านก่อน กลุ่มนั้นจะเป็นต่อ'' อาร์แซน เวนเกอร์ เคยตกความเห็นเอาไว้นานแล้ว

ตามปกติแล้วกลุ่มที่เก่งกว่าก็ควรเอาชนะกลุ่มที่อ่อนกว่า

ก็ปลาใหญ่กินปลาเล็กโน่นแล

แม้ด้วยความเป็นฟุตบอลซึ่งมักมีพลิกล็อก อะไรๆก็เป็นได้ โดยเฉพาะตอนนี้ที่เรื่องวิวัฒนาการของแท็กติกกับความก้าวล้ำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำให้แต่ละกลุ่มแทบใกล้เคียงกัน เว้นเสียแต่ในทางทุน, ฝีเท้านักฟุตบอล กับฐานแฟนบอล ซึ่งคงจะไม่เหมือนกัน

กฎอะเวย์โกลจึงเรียกว่าน่าเอื้อกลุ่มเล็กๆมากกว่า ด้วยเหตุว่าพวกกลุ่มใหญ่มั่นใจว่าพวกเขาสามารถขย่มได้อยู่แล้วทั้งคู่เกม

แม้ประตูกลุ่มเยือนนี่แหละ…มักทำร้ายพวกเขา

โมนาโกแพ้ 3-5 เกมแรกแต่พวกเขาย่อมคงจะเปี่ยมด้วยความมุ่งหวัง เพราะเกมสองขอชนะ 2-0, 3-1 หรือ 4-2 ซึ่งสถิติในรังของผู้นำฝูงลีก เอิง ปัจจุบันนี้ชนะ 12 เสมอ 1 แพ้ 1 ยิงได้ 50 เสีย 10

ผมมีความต้องการละเลียดงานวันนี้ พลันที่เห็นท่าคราวคอตกของขุนพลบาร์ซ่าวินาทีที่คาวานี่ฆ่าเข้าไป ก็มิได้ต่างจากผีเสื้อสักตัวที่พบกับใยแมงมุมกระทั่งทำให้บินต่อไม่ติด ทั้งที่ดอกไม้อันงดงามชูช่อรออยู่ไม่ไกล

อะเวย์โกลเป็นข้อตกลงที่แฟร์มั้ย??

คงจะไม่ แต่มันก็บางทีอาจจะดีมากกว่าเตะจุดโทษแม้ไตร่ตรองเชิงศาสตร์ของลูกหนัง เพราะมันได้วัดกึ๋นของผู้ฝึกสอนกับความตระเตรียมของกลุ่ม

แม้ผีเสื้อตัวหนึ่งบางทีอาจจะถกเถียง

เพราะมันอยากบินไปให้ถึงดอกไม้ที่ชูช่อ ถึงแม้ว่าจะปีกมันจะหักตอนเหลืออีกไม่หลาก็ตาม

ปธ.ปารีส แซงต์ แชร์กแมงปัดขายแวร์รัตติไม่ว่าจะได้ค่าตัวแค่ไหน

นาสเซอร์ อัล-คาลิฟาประธานปารีส แซงต์ แชร์กแมงยืนยันหนักแน่นว่าพวกเขาไม่มีความคิดที่จะค่าตัวมาร์โค แวร์รัตติออกจากทีมไม่ว่าจะได้ราคาเท่าไหร่ก็ตาม

แข้งวัย 24 ปีตกเป็นข่าวกับทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรปหลายทีมโดยยังเหลือสัญญาอยู่กับทีมอีก 2 ปี

''เราจะไม่ปล่อยเขาออกจากทีมไม่ว่าจะได้ราคาสูงแค่ไหนและเขาจะอยู่ที่นี่กับเรา''

แก้มือเจ๊าบอร์นมัธ

ซุปเปอร์ซัพสเปน ปลุกเร้าเพื่อนร่วมทัพแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดให้นำความผิดหวังจากเกมที่เจ๊ากับบอร์นมัธ 1-1 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ใช้เป็นพลังกลับมาคว้าชัยในศึกยูโรป้าลีก

ฆวน มาต้า กองกลางจอมทำประตูของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกมาปลุกเร้าเพื่อนร่วมทีมให้นำความผิดหวังในเกมพรีเมียร์ลีกนัดล่าสุด มาใช้เป็นพลังในเกมบุกไปเยือนรอสตอฟ ศึกยูโรป้าลีกในช่วงกลางสัปดาห์

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดทำผลงานน่าผิดหวังในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังทำได้เพียงแค่เปิดบ้านเสมอกับบอร์นมัธW881-1 ด้วยโอกาสทำประตูถึง 20 ครั้ง และผู้มาเยือนยังมาเหลือผู้เล่น 10 คนตั้งแต่ช่วงท้ายครึ่งแรก อีกทั้งยังมีโอกาสคว้าชัยชนะจากลูกจุดโทษของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช แต่เจ้าตัวสังหารไม่เข้าทำให้เกมจบลงที่ผลเสมอ ซึ่งสร้างความผิดหวังให้แฟนบอลและตัวนักเตะ รวมถึงโชเซ มูรินโญ เป็นอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้ ทำให้อดีตดาวเตะสิงโตน้ำเงินได้ออกมากระตุ้นเพื่อนร่วมทีมเลือกนำความผิดหวังในเกมดังกล่าว มาเป็นพลังในเกมที่ทีมจะบุกไปเยือนทีมแห่งรัสเซีย ในเกมยูโรป้าลีกรอบ 16 ทีมสุดท้ายนัดแรก วันพฤหัสบดีนี้

“ผิดคาด โชคไม่ดีที่เราเจอเหตุการณ์เดจาวูอีกครั้ง พวกเราเล่นได้ดี สร้างสรรค์เกมส์ได้ดี แต่เป็นอีกครั้งที่มันยังไม่เพียงพอเปลี่ยนเป็นสกอร์ที่ดีขึ้นมาได้” ดาวเตะวัย 28 ปี เขียนลงเว็บไชต์อย่างเป็นทางการของเจ้าตัว

“ผลเคยบอกเสมอมาสิ่งดีๆจะตามมาหลังการพ่ายแพ้นั่นคือเรามีโอกาสแก้มือ ฟุตบอลไม่เคยหยุดนิ่งและมันให้โอกาสคุณอยู่เสมอเพื่อปลดปล่อยความเกรี้ยวโกรดเพื่อทำในสิ่งที่คุณอยากทำมากที่สุด"

"พวกเรามีอีก 4 เกมให้เล่นก่อนพักเบรคทีมชาติและแต่ละเกมมันจะเป็นความท้าทายสุดพิเศษ นัดแรกคือการเจอกับรอสตอฟในเกมยูโรป้า ที่เป็นการเดินทางไกล มันจะเป็นบททดสอบความแข็งแกร่งของทีมในทุกๆด้าน ทีมจากรัสเซียเล่นได้อย่างแข็งแกร่งภายในบ้าน ในฤดูกาลนี้พวกเขาเอาชนะบาเยิร์น มิวนิคและอาแย็กซ์ได้ นั่นมันทำให้คุณรู้ว่าพวกเขาแข็งแกร่งมากแค่ไหน”

“และ 4 วันต่อมาเราจะเล่นเกมเอฟเอคัพกับสิงโตน้ำเงินที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ อีกหนึ่งเกมสำคัญ การจับคู่มาเจอกันของ 2 ทีมช่างเป็นการแข่งขันที่พิเศษ เราจะต้องเล่นให้ดีมากๆถ้าเราอยากจะกลับไปฉลองแชมป์เอฟเอคัพที่เวมบลีย์อีกครั้ง”

”ลอฟเรน” บินตรวจเยอรมันพลาดชนจิ้งจอก

สื่อเมืองผู้ดีรายงานข่าว เดยัน ลอฟเรน กองหลังของ หงส์ กําลังเดินทางไปตรวจรักษาอาการบาดเจ็บที่ประเทศเยอรมันและจะทําให้เขาหมดสิทธิ์ลงสนามพบกับเลสเตอร์ ซิตี้ในสัปดาห์หน้า

 

ลอฟเรนพลาดลงสนามมา 2 แมตซ์ติดต่อกันและไม่ได้เดินทางไปฝึกซ้อมกับต้นสังกัด ด้วยที่ประเทศสเปน

 

โดยเซนเตอร์วัย 27 ปีกําลังเดินทางไปประเทศเยอรมันเพื่อพบกับผู้เชี่ยวชาญพิเศษทางด้านเข่า

 

แต่ถึงอย่างไร เยอร์เก้น คล็อปป์ ยังมีตัวเลือกในตําแหน่งเซนเตอร์ให้ใช้งานอยู่ทั้งลูคัส เลว่า,โจเอล มาติปและรักนาร์ คลาวานที่พร้อมจะลงสนามเช่นกัน

พาร์เลอร์ แนะเดอะกันเนอร์ทาบ”รอดเจอร์ส”แทนอาร์แซน เวนเกอร์

เรย์ พาร์เลอร์ อดีตตํานานแข้งอาร์เซนอล ออกมาแสดงความเห็นว่า เบรนแดน รอดเจอร์ส กุนซือเซลติกเหมาะสมที่จะเข้ารับงานคุมสังกัดอาร์เซนอล ต่อจาก อาร์แซน เวนเกอร์

 

กุนซือชาวฝรั่งเศสจะหมดสัญญากับอาร์เซนอลหลังจบฤดูกาลนี้และยังไม่มีการยืนยันแต่อย่างใดว่าเขาจะต่อสัญญาอยู่กับทีมต่อไป

 

ทําให้อาร์เซนอลตกเป็นข่าวอย่างหนักในการหากุนซือความใหม่มาสืบทอดตําแหน่งจาก เวนเกอร์ โดยกุนซือที่ตกเป็นข่าวไม่ว่าจะเป็น มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี, โธมัส ทูเคิล และดิเอโก้ ซิเมโอเน่

 

''เบรนแดนทําผลงานได้ดีมากและผมคิดว่าเขาก็สนใจอาร์เซนอลเช่นกัน''

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยัน”เชซุส”กระดูกฝ่าเท้าแตก

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยืนยันอย่างเป็นทางการผ่านเว็บไซต์ของสโมสร ว่า กาเบรียล เชซุส ดาวยิงวัย 19 ปี ได้รับบาดเจ็บกระดูกฝ่าเท้าแตก

กองหน้าชาวแซมบ้าย้ายเข้ามาช่วยทัพแมนซิตี้ เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา และเขาก็ไม่ทำให้สโมสรผิดหวัง โชว์ฟอร์มเก่งด้วยการยิง 3 ประตู จากการลงเล่นตัวจริง 2 นัดในพรีเมียร์ลีก ก่อนที่จะได้รับบาดเจ็บทำให้ต้องออกจากสนามตั้งแต่ 15 นาทีแรกจากแมตซ์ที่บุกคว้าชัยบอร์นมัธ 2-0

ฮาเต็ม เบน อาร์กฟา ฉุนผู้ช่วยอุไน เอเมรี ที่ตะโกนสั่งตลอดตลอดการแข่งขัน

เบน อาร์กฟา ศูนย์หน้า ของ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ไม่ไม่สบอารมณ์  ฆวน คาร์ลอส การ์เซโด้ ผู้ช่วยของ อุไน เอเมรี กุนซือ  ของทีม ที่ตะโกนสั่งลูกทีมในสนามตลอดเกมเยือนบอร์กโดซ์ ในวันศุกร์ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ นักเตะ 29 ลงเล่นเป็นตัวสำรองในนาทีที่ 71 แต่กลับได้ยิน ฆวน คาร์ลอส การ์เซโด้ ที่ตะโกนสั่งผู้เล่นอยู่ข้างสนาม ทำให้เขาอารมณ์เสียและเดินมาคุยกับโค้ชรายนี้อย่างตรงไปตรงมา
"คุณตะโกนมากเกินไป ปล่อยให้พวกเราเล่นเถอะ หยุดตะโกนอย่างนั้นได้แล้ว" อาร์กฟา พูดกับโค้ชหลังจบเกม